ย้อนไทม์ไลน์ คดีฉาว 3 ก.ย. ทายาทกระทิงแดง ซิ่งชนตร.ดับ ก่อนหมดอายุความ

ย้อนไทม์ไลน์ คดีฉาว 3 ก.ย. "ทายาทกระทิงแดง" ซิ่งชนตร.ดับ ก่อนหมดอายุความ

Publish 2018-09-03 12:05:17


 

    หากย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว 3 ก.ย. 2555 มีหนึ่งเหตุการณ์คดีสะเทือนขวัญกลางกรุง ที่จุดชนวนให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นในสังคมไทยเป็นวงกว้าง เมื่อนายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา นักเรียนนอกจากอังกฤษ อายุ 27 ปี ควบม้าลำพองรถหรู "เฟอร์รารี่" สีบรอนซ์เทา ด้วยความเร็วกว่า 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พุ่งชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ตำรวจสายตรวจ สน.ทองหล่อ ขณะกำลังขี่รถจักรยานยนต์ไทเกอร์ ตราโล่ 51511 อย่างรุนแรงจนเสียชีวิตคาเครื่องแบบ และพบรถจักรยานยนต์ล้มลงอยู่หน้าปากซอยสุขุมวิท 49 ห่างจากจุดที่พบศพกว่า 200 เมตร

 

 

 

    เหตุผลที่สังคมต่างจับตามอง ว่าคดีนี้จะสามารถดำเนินการตามครรลองของกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมได้หรือไม่นั้น เพราะ ผู้ต้องหาในคดีนี้คือนายวรยุทธ ซึ่งเป็นบุตรชายคนเล็กของ นายเฉลิม อยู่วิทยา ทายาทธุรกิจหมื่นล้านเจ้าของเครื่องดื่มชูกำลัง "กระทิงแดง"

 

 

 

    หลังตำรวจชุดสืบสวนแกะรอยตามคราบน้ำมัน ไปจนถึงบ้านพักหลังใหญ่ของเจ้าสัวกระทิงแดง ซึ่งอยู่ในซอยสุขุมวิท 53 ไม่ห่างไกลจากจุดเกิดเหตุมากนัก เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับถูกสกัดไม่ให้เข้าบ้านโดยคนในบ้าน ร้อนไปถึงพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.ในขณะนั้นประกาศกร้าวพร้อมเอาตำแหน่งเป็นเดิมพันว่า “หากไม่ได้ตัวคนผิดมาลงโทษ ผมจะขอลาออกทันที!”

 

 

 

    ดั่งประกาศิต ทันใดนั้นตำรวจ 2 กองร้อยได้รับคำสั่งให้เข้าล้อมบ้านกระทิงแดงทันที ภายหลังล้อมอยู่นานจนได้หมายค้นมาในที่สุด และได้เข้าตรวจสอบ พบรถเฟอร์รารี่ รุ่นพินินฟาริน่า สีบรอนซ์เทา ทะเบียน ญญ 1111 กรุงเทพมหานคร สภาพรถกันชนหน้าแตก มีร่องรอยการเฉี่ยวชนอย่างรุนแรงจนทำให้ด้านหน้าของตัวรถพังเสียหายยับเยินและมีเครื่องหมายยศดาบตำรวจของผู้ตายติดคากระจก ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ทำให้ทายาทกระดิงแดงแทบจะดิ้นไม่หลุดในทันที

 

    แต่แล้วประหนึ่งโดนตบหน้าฉาดใหญ่ เมื่อนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ สน.ทองหล่อ กลับพาคนดูแลบ้านซึ่งมีหน้าที่ดูแลรถมอบตัวอ้างว่าเป็นผู้ขับรถคันนี้  ต่อมาภายหลังถูกจับได้ว่าเป็นแพะรับบาปแทนลูกมหาเศรษฐี สร้างความไม่พอใจให้ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ เป็นอย่างมาก ขณะเดียวกัน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวอีกว่า คดีนี้จะไม่สะดุดเพราะนามสกุลใหญ่อย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าคนรวยจะเป็นผู้กระทำผิด ก็ต้องถูกดำเนินคดีตตามกฏหมาย




 

    คดีนี้ ถูกแจ้งใน 2 ข้อหา คือ ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือผู้ถูกชน แต่มีความไม่ชอบมาพากลบางประการเมื่อมีความเห็นไม่ฟ้องอีก 2 ข้อหา คือขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และขับรถโดยขณะมึนเมา สำหรับข้อหาขับรถในขณะมึนเมานั้น นายฤชา ไกรฤกษ์ อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ มีความเห็นว่า แม้ผลตรวจแอลกอฮอล์เกิน ก็ระบุไม่ได้ว่า ดื่มก่อนขับหรือหลังขับ ทั้งที่เจาะเลือดในช่วงบ่าย

 

    เมื่อไม่สามารถต้านทานแรงกดดันจากสังคมได้อีกต่อไป นายวรยุทธ จึงตัดสินใจยอมออกมามอบตัวพร้อมกับสารภาพว่าตนนั้นเป็นผู้ก่อเหตุจริง และถูกแจ้งข้อหาขับรถชนผู้อื่นจนเสียชีวิตเป็นข้อหาหนัก ความหวังที่สังคมจะได้เห็นถึงความยุติธรรมต้องพังทลายลงอีกครั้ง ราวกับคดีนี้กำลังจะหายเข้ากลีบเมฆ เพราะเมื่อคดีกำลังเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล ทีมทนายได้ขอเลื่อนนัดอย่างต่อเนื่องถึง 5 ครั้ง โดยอ้างว่านายวรยุทธ ติดภารกิจต่างประเทศ และมีการอ้างเรื่องการป่วย โดยที่มีใบรับรองแพทย์ยืนยัน จนทำให้คดีถูกดองจนบางข้อหาหมดอายุความลง คือ ข้อหาขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย 

 

    ส่วนข้อหาขับรถขณะเมาสุรา ไม่สั่งฟ้องเพราะอ้างว่าหลักฐานไม่เพียงพอ ข้อหาทั้งหมดในคดีจึงเหลือเพียง 2 ข้อหาเท่านั้นคือ คือข้อหาชนแล้วหนี ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 6 เดือน ซึ่งคดีมีอายุความ 5 ปี หมดอายุความไปเป็นที่เรียบร้อยเมื่อกันยายนปี 2560 ตอนนี้จึงเหลือข้อหาโทษหนักสุดคือ ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และทางอัยการยืนยันว่าคดียังไม่หมดอายุความ โดยข้อหาดังกล่าวยังเหลืออายุความถึง 10 ปี แต่ต้องนำตัวผู้ต้องหามาฟ้องให้ทัน

 

 

 

สรุปข้อหาคดีทายาทกระทิงแดงได้ดังนี้ 
1. ขับรถในขณะเมาสุรา สั่งไม่ฟ้องเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ 
2. ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฏหมายกำหนด คดีขาดอายุความปี 2556
3. ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินเสียหาย คดีขาดอายุความปี 2556
4. ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือ และไม่แจ้งเจ้าพนักงาน สั่งฟ้อง มีโทษจำคุกสูงสุด 6 เดือน แต่คดีขาดอายุความ 3 ก.ย. 2560
5. ขับรถโดยประมาทเป็นเห็นให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย สั่งฟ้อง มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับสูงสุด 20,000 บาท คดีขาดอายุความปี 2570 (เหลืออีก 9 ปี)



    ทางด้าน นายประยุทธ เพชรคุณ โฆษกสำนักอัยการสูงสุด ได้เสนอถึงทางเลือก เรียกร้องให้นายวรยุทธเข้ามอบตัวเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในกระบวนการยุติธรรม พร้อมกับได้ยกตัวอย่าง กรณีนายศรราม เทพพิทักษ์นักแสดงชื่อดัง ที่แสดงความรับผิดชอบและพร้อมดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่เป็นที่น่าพอใจแก่ทุกฝ่าย ซึ่งศาลก็ให้โอกาส ลดโทษจำคุกลงเป็นการรอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี แต่ถูกควบคุมความประพฤติในเวลา 1 ปีแทน แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาถึงผลที่ตามมาคือ หากเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมผู้ต้องหาจะสามารถมีที่ยืนในสังคมหรือไม่

 

    อีกหนึ่งทางเลือกคือหนีจนกว่าคดีหมดอายุความ ในกรณีที่ผู้ต้องพำนักอยู่ต่างประเทศ ต้องทำการดำเนินการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องสืบสวนให้ชัดเจนก่อนว่าผู้ต้องหาหลบหนีอยู่ที่ใด นอกจากนี้ยังมีปัจจัยตามแต่ละเงื่อนไขอีกเช่น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยต้องทำเรื่องผ่านกระทรวงการต่างประเทศ แต่อีกหนึ่งคำถามที่สังคมยังคลางแคลงใจว่าหากกระบวนการดังกล่าวยืดเยื้อจนทำให้คดีหมดอายุความไปเสียก่อนที่จะส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้ จะเกิดอะไรขึ้น 

 

 

 

    นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อธิบดีอัยการสำนักงานชี้ขาดคดี สำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่าถึงแม้คดีจะหมดอายุความไปแล้ว และผู้ต้องหาสามารถเดินทางกลับประเทศได้โดยไม่มีความผิด แต่มาตรการทางสังคมจะเป็นตัวลงโทษแทน ซึ่งหลายคดีในอดีตก็มีให้เห็น

 

    ท่ามกลางความศรัทธาของประชาชนที่มีต่ออำนาจตุลาการไทยเหลือน้อยเต็มที ทิศทางของคดีรถชนที่ยืดเยื้อที่สุดในประวัติศาสตร์จะเป็นเช่นไร วาทกรรม "คุกมีไว้ขังคนจน" จะถูกกระตุ้นขึ้นมาเป็นกระแสสังคมอีกครั้งหรือไม่ เป็นอีกหนึ่งคดีที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดกันต่อไป

 

 




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย

ติดตามข่าวอื่นๆ


;