นักวิชาการ มธ. พล่านสุดๆ จิกแขวะบทบาทโฆษกศบค.เป็นผลผลิตอำนาจนิยม

นักวิชาการ มธ. พล่านสุดๆ จิกแขวะบทบาทโฆษกศบค.เป็นผลผลิตอำนาจนิยม

Publish 2020-04-10 22:04:04


กลายเป็นประเด็นร้อนต่อเนื่อง  จากกรณีนายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์   นักวิชาการและผู้ดำเนินรายการข่าว ซึ่งมีจุดยืนชัดเจนในการต่อต้าน  การบริหาราชการแผ่นดินของรัฐบาล  พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา   ได้ทวิตข้อความในเชิงเสียดสีการทำหน้าที่โฆษกศบค. ของ นพ. ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน  ผู้อำนวยการสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์   ในฐานะโฆษก ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  (ศบค.)  จนเกิดข้อโต้แย้ง เป็นคำถามกลับไปถึง บทบาทของศิโรตน์  ในหลายแง่มุมเช่นกัน  

 


(คลิกอ่านข่าวประกอบ :  ดูชัดๆคำแถลงศบค. ศิโรตม์ มั่วโพสต์แขวะ นพ.ทวีศิลป์ ทำตัวเป็นโฆษกรัฐ ป้าฟองเหลืออด ต้องออกโรงเตือน)
 



ล่าสุด รศ.ดร. อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา   มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   และ ผู้ประสานงานเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) เป็นอีกบุคคลหนึ่ง ซึ่งเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์ การเสียสละทำหน้าที่ เป็นโฆษกศบค. ของ  นพ. ทวีศิลป์   โดยโพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก ว่า  "หมอ ทหาร และเชื้อไวรัส"  

 

 

"นักทฤษฎีด้านอำนาจคนหนึ่งเสนอว่าสถาบันเบ็ดเสร็จจำพวกคุก  โรงพยาบาลบ้า และค่ายทหาร  ต่างมีวิถีอำนาจหลักเหมือนกันคือวินัย ภายใต้สถาบันเหล่านี้ ผู้คุม จิตแพทย์ และนายทหาร จะใช้อำนาจในการปรับเปลี่ยนนักโทษ คนบ้า และพลทหารให้มีความเชื่องเชื่อและใช้ประโยชน์ได้ โดยอาศัยแหล่งอ้างอิงการใช้อำนาจต่างกันออกไป เช่น จิตแพทย์อาศัยอำนาจจากวิชาจิตเวชศาสตร์ในการบำบัดรักษาคนบ้า ขณะที่นายทหารอาศัยอำนาจจากสายบังคับบัญชาในการฝึกฝนพลทหาร พวกเขาจึงคุ้นเคยกับการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จภายในสถาบันของตนเหมือนกัน

 

สังคมไทยพิเศษตรงที่สนับสนุนให้บุคคลเหล่าใช้อำนาจเบ็ดเสร็จด้านนอกสถาบัน    เพราะเป็นสังคมที่นิยมอำนาจ    นอกจากจะเป็นอาชีพที่ได้รับการยกย่องและยำเกรงในสภาวะปกติ เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ขึ้นมา   พวกเขามักจะถูกเรียกร้องให้เข้ามาแก้ไขโดยใช้อำนาจที่มีอยู่ในมือ 

เราจึงเห็นการใช้คำเรียกพวกเขาสลับหรือแทนที่กันได้   ในการระบาดของไวรัสครั้งนี้   ไม่ว่าจะเป็นการเรียกบุคลากรทางการแพทย์ว่า “นักรบชุดขาว” “อัศวินเสื้อกาวน์” การเรียกการรักษาพยาบาลว่า “สู้ศึก” หรือการเรียกอุปกรณ์ทางการแพทย์ว่า “อาวุธ” 



การเปรียบเปรยเหล่านี้แม้จะต้องการสร้างความฮึกเหิม ยกย่อง และให้กำลังใจ แต่ก็สะท้อนให้เห็นลักษณะอำนาจนิยมของสังคมไทย   ที่ต้องการให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จในการคลี่คลายปัญหาเหมือนกับทหาร

 

 

 

ในทำนองเดียวกัน การที่โฆษก ศบค. มักเปรียบเปรยการรับมือสถานการณ์  การระบาดของไวรัสกับการทำศึกสงคราม  อย่างการเรียกผู้ว่าราชการจังหวัดว่า “พ่อเมือง” เรียกการระบาดว่า "ตีค่าย" และเรียกการตรวจพบผู้ติดเชื้อในแต่ละจังหวัดว่า “ป้อมแตก” จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการสร้างสีสันและความเป็นกันเองในการแถลงข่าว 

 

 

หากแต่เป็นการเลือกใช้คำศัพท์หรือสำนวนที่เข้าถึง   หรือโดนใจคนในสังคมที่ต้องการเห็นการใช้อำนาจเด็ดขาดในยามวิกฤติ ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นว่าเพราะความที่เป็นจิตแพทย์ เขาจึงคุ้นเคยและเห็นความคล้ายคลึงของการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จภายในโรงพยาบาลบ้าและค่ายทหาร   และไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจหากสังคมหรือสื่อจะใช้ศัพท์แสงทางการศึกสงคราม  มาเรียกปฏิบัติการทางการแพทย์แทน ไม่นับรวมความใกล้ชิดรัฐบาลด้วยเหตุผลทางการเมือง   ที่ทำให้ระยะหลังเขาแสดงบทบาทเป็นโฆษกส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี  อดีตทหาร   รวมถึงรัฐบาลมากเข้าไปทุกที

 

ว่ากันว่าวิกฤติเผยให้เห็นธาตุแท้ของสังคม การระบาดของไวรัสครั้งนี้ก็เผยให้เห็นธาตุแท้ของสังคมไทยอีกครั้ง    โดยเฉพาะในด้านอำนาจนิยม   แต่ที่ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมาก็คือว่า   มันได้ดึงเอาอำนาจเบ็ดเสร็จของแพทย์ที่ปกติจะจำกัดอยู่ในสถาบัน   ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับอำนาจเบ็ดเสร็จของทหารในบริบทของ  “การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน” ซึ่งหากเราไม่ตระหนักหรือว่าไม่ระมัดระวังพอ เราก็จะกลายเป็น “ผู้ป่วย” ที่ไม่มีวันหายและตกอยู่ภายใต้การบงการของอำนาจเบ็ดเสร็จเหล่านี้ไม่มีที่สิ้นสุด



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน