ดร.นิว สวนเจ็บ ปิยบุตร พล่ามนิติสงคราม รัวเชียร์ม็อบกดดันปฏิรูปสถาบันฯ โจมตีกกต.คดียุบพรรค

ดร.นิว สวนเจ็บ ปิยบุตร พล่ามนิติสงคราม รัวเชียร์ม็อบกดดันปฏิรูปสถาบันฯ โจมตีกกต.คดียุบพรรค

Publish 2020-09-23 18:02:35


ถึงแม้การชุมนุมทางการเมืองวันที่ 19 ก.ย.2563 จะผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อยระดับหนึ่ง เพราะไม่มีเหตุวุ่นวาย  แต่โดยกระแสของการปลุกระดมคุกคามสถาบันเบื้องสูง  มีแนวโน้มจะไม่จบง่าย ๆ  ด้วยพฤติการณ์ของกลุ่มแกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม  รวมถึงแรงสนับสนุนจากนักการเมืองเบื้องหลัง ที่ออกมาให้ความเห็นเป็นบวกกับการเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าว  แม้ว่าโดยข้อเท็จจริง เนื้อหาคำปราศรัยมีลักษณะคุกคาม จาบจ้วง สถาบันเบื้องสูง  เข้าข่ายผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 




ยกตัวอย่างสำคัญ  เช่นกรณีของ  นายปิยบุตร แสงกนกกุล  เลขาธิการคณะก้าวหน้า  ที่ไปร่วมกิจกรรม  พร้อมๆ โพสต์ข้อความบางช่วงตอนว่า   การชุมนุม #19กันยาทวงอํานาจคืนราษฏร เป็นไปอย่างคึกคัก   นี่คือประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ถึงเวลาของการรวมประชาชนให้เป็นหนึ่ง จนกลายเป็นยักษ์อสุรกายไปล้มผู้ปกครองที่แก้ปัญหาไม่ได้  มาร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลง เพื่ออนาคตใหม่ที่ดีกว่าของคนรุ่นเราและลูกหลานเรา

 


 




ต่อด้วยการแสดงคำพูดในเวทีเสวนา    “สานเสวนาปฏิรูปการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” โดย นายปิยบุตร   ระบุความตอนหนึ่ง ว่า   สำหรับตนแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับโลกสมัยใหม่และหลักการประชาธิปไตย จะต้องอยู่ในหลักการ 3 ข้อ คือ 1) อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน จุดเชื่อมโยงของอำนาจรัฐต้องกลับไปที่ประชาชน ได้แก่ ประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจในการกำหนดระบอบและก่อตั้งรัฐธรรมนูญ และประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ เป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน 

2) เมื่อองค์กรใดมีอำนาจรัฐและใช้อำนาจรัฐ จะต้องถูกตรวจสอบและมีความรับผิดชอบในการใช้อำนาจ ซึ่งไม่เหมือนระบอบเผด็จการหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่อำนาจรวมศูนย์และไม่ต้องถูกตรวจสอบ แต่ในระบอบประชาธิปไตยอำนาจทุกอำนาจต้องถูกตรวจสอบได้ 

3) แบ่งแยกปริมณฑลการใช้อำนาจในทางเอกชนออกจากทางสาธารณะให้ได้ หมายความว่าคนที่จะเข้าไปใช้อำนาจในปริมณฑลสาธารณะ ใช้ทรัพยากรของสาธารณะจะต้องใช้อำนาจไปเพื่อสาธารณะ ในโลกสมัยใหม่จะต้องแยกสองแดนนี้ให้ขาดจากกัน ถ้านำมาปะปนกัน เช่นเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแต่ใช้ทรัพย์สิน งบประมาณแผ่นดินเพื่อตนเอง การกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ผิด ถือได้ว่าเข้าข่ายฉ้อราษฎร์บังหลวง บรรดาองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐทั้งหลายต้องอยู่ภายใต้กรอบนี้

ดังนั้นสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย จะต้องมีการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยได้อย่างไร เราก็ต้องมาดูกฎเกณฑ์ในทางรัฐธรรมนูญและกฎหมายปัจจุบัน ว่ามีอะไรขัดหรือแย้งบ้าง เราก็ต้องไปปรับเพื่อให้เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย


และในฐานะที่สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นองค์กรหนึ่งของรัฐ ต้องอยู่ภายใต้กรอบภารกิจบทบาทหน้าที่ ใครก็ตามที่ไปรับตำแหน่งใดๆของรัฐก็จะต้องเจอกรอบภารกิจบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกันไป พระมหากษัตริย์ก็เป็นบุคคลธรรมดาเช่นเรา เพียงแต่มาดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์กษัตริย์ ก็จะต้องอยู่ภายใต้กรอบของตำแหน่งพระมหากษัตริย์ เมื่อไรก็ตามที่บุคคลใดดำรงตำแหน่งใดของรัฐแล้ว รู้สึกอึดอัด คับข้องใจ อยากมีอิสระ  ไม่อยากอยู่ภายใต้กรอบของตำแหน่ง ก็มีทางเลือก คือ ออกจากตำแหน่งนั้น ดังปรากฏให้เห็นจากกรณีของ   Edward VIII ที่ทรงสละราชบัลลังก์"


นอกจากนี้  นายปิยบุตร  ยังวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของ กกต. ในการวินิจฉัยคำร้องเรื่องการกู้เงินของ 31 พรรคการเมือง โดยการพยายามนำกรณีของพรรคอนาคตใหม่  ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคมาเทียบเคียง   โดยระบุ   ตนเองยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่เห็นด้วยต่อคำวินิจฉัยของ กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ   เพราะภายใต้ระบบกฎหมายปัจจุบันไม่มีบทบัญญัติใด  ห้ามมิให้พรรคการเมืองกู้เงินและพรรคการเมืองเป็นนิติบุคคลเอกชน  หากจะห้ามพรรคการเมืองกระทำการใดก็ต้องมีกฎหมายเขียนเอาไว้ หากกฎหมายไม่ได้ห้ามอย่างชัดแจ้ง แสดงว่าเป็นเสรีภาพของพรรคการเมืองที่สามารถเลือกที่จะกระทำการใดก็ได้ 

“สำหรับใครที่จะไปร้องเรียน กกต. ก็สุดแท้แต่ ในส่วนของผมและพรรคอนาคตใหม่ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง จะขอสงวนสิทธิ์พิจารณาการร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ก่อน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญของการวางบรรทัดฐานขององค์กรอิสระว่าจะตกเป็นเครื่องมือของระบอบประยุทธ์หรือไม่ อย่างไร” 

นอกจากนี้ยังกล่าวถึง กรณี   นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์   ยื่นร้องดำเนินคดี ม.112  กับแกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ว่า    "ผมเห็นว่ามาตรานี้ควรยกเลิก รวมถึงโทษอาญาในฐานหมิ่นประมาททั้งหมด หากไม่พอใจกันในการพูด การเขียน การพิมพ์ ให้ไปเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่ง แต่ต้องไม่เอาคนไปติดคุกเพราะการแสดงออก” 

ในทางกลับกันตอนนี้กลายเป็นว่า เจ้าหน้าที่มีเป้าหมายในใจว่าต้องการดำเนินคดีกับคนที่ออกมาต่อต้านรัฐบาล และใช้วิธีไปหากฎหมายอะไรมาสักอย่างหนึ่ง เพื่อมาดำเนินคดีสร้างความลำบากให้กับประชาชน ผมเห็นว่ากระบวนการนิติสงครามยังคงดำรงอยู่และแรงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อจำกัดเสรีภาพของประชาชน บางครั้งปล่อยให้แสดงออกไปก่อน แล้วกลับมาเปิดกฎหมายดูว่ามีอะไรเล่นงานได้บ้าง แล้วค่อยเอาไปดำเนินคดีตามหลัง 

 


ขณะที่ล่าสุด  ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ “ดร.นิว” นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา   ได้โพสต์ตอบโต้  นายปิยบุตร แสงกนกกุล ในหัวข้อ   #นิติสงครามหรือนิติเส็งเคร็ง   มีรายละเอียดว่า   ถ้ายังจำกันได้ ธ.ค. 62 ผมเคยเขียนวิเคราะห์แนวทางการตัดสินกรณีเงินกู้ 191.2 ล้านบาท ของพรรคอนาคตใหม่ว่ามีความผิดอย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกาที่มีระบบกฎหมายการเงินของพรรคการเมืองใกล้เคียงกัน ในขณะที่นายปิยบุตรเอาแต่ตีความกฎหมายเข้าข้างตัวเองแบบมั่วๆ

 


แล้วที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน นายปิยบุตรก็ปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่ม เรียกร้องให้ ม.ธรรมศาสตร์ เปิดพื้นที่ให้กับผู้ชุมนุมโดยอ้าง "เสรีภาพในการแสดงออก" แบบกลวงๆ ทั้งๆที่จริงแล้วจะต้องอ้าง "เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ" จึงจะถูกต้องตามหลักวิชาการ 

แม้แต่ชนิดของเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่เป็นเรื่องสากล นายปิยบุตรก็ยังแยกแยะไม่ออกและอ้างใช้ไม่ถูก ทั้งๆที่ตัวเองเรียกร้องเสรีภาพมาโดยตลอด แบบนี้มันบ่งบอกว่าอะไร?

ถ้าจะบอกว่านายปิยบุตรเป็นฝ่ายใช้นิติสงครามเสียเองก็คงไม่ถูกเหมือนกัน เพราะขนาดแค่เรื่องการปฏิญาณตนของนายธนาธร นายปิยบุตรยังกล้าโกหกประชาชนออกรายการทีวีมาแล้วว่า "แกยังไม่ได้ปฏิญาณ" แบบนี้น่าจะเป็นนิติเส็งเคร็งมากกว่าหรือเปล่า?

ผมรู้สึกเห็นใจต่อผู้ชุมนุมที่ได้กระทำผิดกฎหมายจริงๆ เพราะสุดท้ายนายปิยบุตรก็ทำได้แค่ออกมาโหนความผิดของผู้ชุมนุม โจมตีอีกฝ่ายด้วยการยัดเยียดวาทกรรมนิติสงคราม ทั้งๆที่ความผิดต่างๆได้เกิดขึ้นจริง โดยที่นายปิยบุตรไม่เคยห้ามปรามผู้ชุมนุม และไม่เคยร่วมกระทำความผิดหรือต้องมาเดือดร้อนอะไรกับผู้ชุนนุมด้วยเลย"



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน