ดร.สามารถ ย้อนไทม์ไลน์สู้โควิด ถึงวันนี้มั่นใจสุดประเทศไทยต้องชนะ

ดร.สามารถ ย้อนไทม์ไลน์สู้โควิด ถึงวันนี้มั่นใจสุดประเทศไทยต้องชนะ

Publish 2020-04-22 16:44:39



ถือเป็นอีกขั้นก้าวของการเดินหน้าควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่น่าสนใจ หลังจาก   นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)  หรือ ศบค. แถลงสรุปว่า  สถานการณ์ในประเทศไทย มีผู้ป่วยรายใหม่เพียง  15 ราย  ขณะที่ยอดผู้ป่วยสะสมลดเหลือ  2,826 ราย   "ตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่วันนี้ถือว่าน่าพอใจอย่างยิ่ง ถือเป็นความสำเร็จในระดับหนึ่ง และความสำเร็จเล็กๆระหว่างทาง เราต้องเก็บความสำเร็จเล็กๆ ไปเรื่อยๆ เพราะยังไม่จบสิ้น การเผชิญไวรัสโควิด-19 เป็นวิกฤติของทั่วโลก ของเราเองแม้ตัวเลขจะต่ำลงมาก็เป็นความภาคภูมิใจของทั้งประเทศ แต่ภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น ยังทอดยาวกันไปอีก หลายคนบอกว่าอีกหลายเดือน และบางทฤษฎีบอกว่าเป็นปี การลากยาวมีความสำคัญอย่างยิ่ง ตัวเลขวันนี้เป็นการทำงานของคนไทยทั้งประเทศที่ทำให้ลดลง ผลของการทำงานวันนี้จะแสดงผลในอีก 14 วันข้างหน้า ต้องให้ความสำคัญเรื่องนี้ เบาใจได้ แต่วางใจไม่ได้ การ์ดอย่าตก"
 





ล่าสุด ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์  รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ อดีตรองผู้ว่าฯกทม. ได้โพสต์แสดงความเห็นถึงสถานการณ์ ความคืบหน้าทางการแพทย์   ในประเด็น “ยกนิ้ว” ให้รัฐบาล อีกไม่นาน “ประเทศไทยต้องชนะ” แสดงเนื้อหาใจความว่า "ในขณะที่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  ในหลายประเทศทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างน่าวิตก   เพื่อนร่วมโลกหลายชาติหลายภาษา  ค่อยๆ ล้มตายดั่งใบไม้ร่วง  น่าเห็นใจยิ่งนัก   แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยกลับดีวันดีคืน   จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมลดลงอย่างน่าพอใจ ที่เป็นเช่นนี้นั้น เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเพราะมาตรการ “ยาแรง” ของรัฐบาล

 


หากย้อนไทมไลน์ดูมาตรการที่รัฐบาลประกาศใช้เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ให้ขยายตัวแบบก้าวกระโดด   เริ่มจากวันที่ 17 มีนาคม 2563  ครม.มีมติเห็นชอบ 15 มาตรการเร่งด่วน  เช่น  ปิดสถานที่ที่มีคนแออัด  งดการเรียนการสอน  ส่งเสริมการ  Work from Home ลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อในระบบขนส่งมวลชน  และส่งเสริมให้ประชาชนใช้หน้ากากผ้า เป็นต้น   ตามด้วยวันที่ 21 มีนาคม 2563  ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศปิดห้างและพื้นที่เสี่ยงทั่วกรุงเทพฯ วันที่ 26 มีนาคม 2563 พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินมีผลบังคับใช้ และวันที่ 3 เมษายน 2563 เริ่มบังคับใช้เคอร์ฟิวช่วงเวลา 22.00-04.00 น. พร้อมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศได้ประกาศใช้มาตรการเฉพาะในแต่ละจังหวัด ส่งผลให้อัตราผู้ติดเชื้อสะสมลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2563 เป็นต้นมา



หากอัตราผู้ติดเชื้อสะสมมีแนวโน้มลดลงสม่ำเสมออย่างนี้ต่อไป และที่สำคัญ หากไม่มี  Super Spreader ผมคาดว่าในปลายเดือนเมษายน หรือต้นเดือนพฤษภาคม 2563 เราจะได้รับข่าวดี นั่นคือจะไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ แต่เมื่อถึงเวลานั้น เราจะชะล่าใจไม่ได้ รัฐบาลควรพิจารณาบังคับใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมต่อไปอีกประมาณ 1 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่อย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้โควิด-19 ไม่หวนกลับคืนมาเป็นคลื่นลูกที่ 2 ดังที่ได้เกิดขึ้นแล้วในบางประเทศ


เรามาถึงวันนี้ได้เป็นเพราะเรามีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความสามารถสูง และมีความเสียสละอย่างยิ่ง นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันและแก้ไขโรคระบาดได้เสนอแนะมาตรการในการต่อสู้กับโควิด-19 ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด19) หรือ ศบค. เป็นผลให้ท่านนายกฯ ได้พิจารณาเลือกใช้มาตรการที่เหมาะสมกับประเทศของเรา นับว่าท่านนายกฯ ได้บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

บุคคลที่มีบทบาทสำคัญที่ควรยกย่องด้วยก็คือ แพทย์และพยาบาลผู้อยู่หน้างาน ซึ่งมีศักยภาพและความมุ่งมั่นตั้งใจสูงในการปฏิบัติหน้าที่ จนสามารถรักษาผู้ติดเชื้อให้หายจากโรคร้ายได้เป็นจำนวนสูงมากถึง 75% ของจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งโลกที่สามารถรักษาหายได้เพียง 26% เท่านั้น (ข้อมูล ณ วันที่ 21 เมษายน 2563)

 

ที่ลืมไม่ได้ก็คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ได้ทุ่มเททำงานอย่างหนักในการให้ความรู้เพื่อป้องกันโควิด-19 แก่ประชาชน ค้นหาผู้ติดเชื้อ เฝ้าระวังและติดตามการกักตัวของผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ถือว่า อสม.เป็นรากฐานอันสำคัญยิ่งของระบบสาธารณสุขไทย

 

แม้ว่ามาตรการจะดีเพียงใดก็ตาม แต่หากพวกเราทุกคนไม่ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดก็คงยังไม่มีวันนี้ วันที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดน้อยลง ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วที่รัฐบาลจะต้องเยียวยาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกคนด้วยวิธีการต่างๆ นานา

 

 

จากนี้ไป รัฐบาลจะต้องหาทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่คาดว่าจะซึมยาว ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ท่านนายกฯ เปิดกว้างขอความคิดเห็นจากมหาเศรษฐีที่รำรวยที่สุดในประเทศไทย 20 ท่าน ให้มาช่วยกันระดมสมองที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์อันโชกโชน เพื่อต่อสู้กับ “สงครามเศรษฐกิจ” ต่อไป

 

 

พวกเราทุกคนจะต้องร่วมแรงร่วมใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  ช่วยกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ชัยชนะตามที่ท่านนายกฯ ได้ประกาศก้องไว้ว่า “ประเทศไทยต้องชนะ” เพื่อเป็นของขวัญอันล้ำค่าสำหรับพวกเราทุกคน




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สุลาลีวัลย์ หงษ์เวียงจันทร์
ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์

;