ลุงพลเปิดปากแล้ว บ้านมีหมวกไหมพรมจริง หลังเจอหลักฐานคดีน้องชมพู่

ลุงพลเปิดปากแล้ว บ้านมีหมวกไหมพรมจริง หลังเจอหลักฐานคดีน้องชมพู่

วานนี้ 15 ส.ค. 63 หลังจากเสร็จงานบุญบ้านกกกอก จ.มุกดาหาร ลุงพลได้เชิญนางตุนมา หรือ ตุ่น และนายสาม สองสามีภรรยาบ้านจันทร์เพ็ญ ซึ่งนางตุนมาเป็นคนที่เจอรองเท้าของน้องชมพู่ โดยมีการมาพูดคุยกันที่โซฟาของบ้าน ลุงพลมอบหมอนและผ้าขาวม้าให้ การคุยเป็นการพูดคุยเรื่องเกี่ยวกับการสอบปากคำ เนื่องจากลุงพลเป็นห่วงเพราะทราบข่าวว่านางตุนมาถูกสอบปากคำอย่างหนัก
 

โดยเฉพาะเรื่องการพูดคุยกับคนชื่อกระแต ซึ่งมีคนนำไปพูดคุยว่าเป็นการคุยกับน้าแต แต่จริง ๆ แล้วนางตุนมาคุยกับนายแตที่เป็นเจ้าของร้านชำ เนื่องจากนายแต เจ้าของร้านชำ เป็นพี่น้องบ้านจันทร์เพ็ญ ไม่ใช่น้าแต น้าของชมพู่ที่มีการไลฟ์พูดถึงน้องชมพู่หายตัวไปก่อนจะพบศพ และพูดเกี่ยวกับคดีจากการคาดการณ์ตามที่ได้เคยชี้แจงไปแล้วนั้น

ส่วนลุงพลได้พูดเปรียบเทียบกับสิ่งที่ตัวเองเจอ คือกรณีนายแอ๋ม ช่วงแรกที่เป็นข่าว ก็เข้าใจผิดกรณีนายแอ๋ม นางตุนมาและนายสาม ระบุว่า ที่ผ่านมาไม่ได้คิดจะช่วยลุงพล แต่เพียงพูดตามข้อเท็จจริง นางตุนมาและนายสาม ระบุว่า หากงานบุญ 100 วันชมพู่ไม่ติดไปโรงพยาบาลก็จะมาร่วม ซึ่งลุงพลก็ยืนยันว่าจะไม่ไปร่วมงานบุญ แต่เลือกไปทำที่อื่นแทน ซึ่ง 2 ตายายก็บอกว่าทำบุญที่ไหนก็ได้เหมือนกัน

ด้านคดีความคืบหน้าตามหาคนร้าย นางอยู่ ใจเที่ยง ชาวบ้านกกอก จ.มุกดาหาร ที่อาศัยอยู่ละแวกโรงเรียนกกกอก ห่างจากโรงเรียน 200 เมตร เปิดเผยว่า วันที่ 11 พ.ค. 63 วันที่น้องชมพู่หายตัวไป ช่วงเวลาประมาณ 07.00 น. ขณะที่ตนยืนดูหลานอยู่หน้าบ้าน เห็นชายรูปร่างสมส่วน ขี่รถจักรยานยนต์ผ่านหน้าบ้านไปทางโรงเรียนกกกอก ซึ่งตนไม่ทราบยี่ห้อรถ การแต่งกายจำไม่ได้ จำได้เพียงว่ามีการใส่หมวกไหมพรมสีม่วง ปิดบังใบหน้า ท่าทางลุกลี้ลุกลน มองซ้ายมองขวา แต่ตอนนั้นตนไม่ได้สนใจ

จากนั้น ตนได้ขี่รถจักรยานยนต์ไปวัด GPS ที่ไร่มันสำปะหลัง จนกระทั่งเวลาประมาณ 08.00 น. กว่า กลับบ้านมากินข้าว ระหว่างที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่ ก็เห็นรถจักรยานยนต์คันเดิมขี่ผ่านอีกครั้ง คราวนี้ขับผ่านมาจากทางโรงเรียน มีผู้ชายอีกคนนั่งซ้อนท้ายมาด้วย ทั้ง 2 คน สวมหมวกไหมพรมสีม่วงปิดบังใบหน้า ท่าทางลุกลี้ลุกลนเหมือนขาไป ซึ่งตนก็ยังไม่ได้สนใจ เพราะไม่คิดว่าจะเกิดเรื่อง

ทั้งนี้ ตนก็ไม่ทราบว่าชาย 2 คนนั้นเป็นใคร เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน แต่มั่นใจว่าไม่ใช่ชาวบ้านในพื้นที่อย่างเเน่นอน เพราะหากเป็นคนกกกอก แม้จะปิดบังใบหน้า แต่เเค่เห็นรูปร่างหรือได้ยินเสียงรถ ตนก็ทราบแล้วว่าเป็นใคร

นางอยู่ กล่าวต่อว่า จากพฤติกรรมของรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวดูน่าสงสัย ส่วนจะเกี่ยวข้องกับคดีหรือไม่ ตนไม่ทราบ แต่ท่าทางของชายทั้ง 2 คนดูน่ากลัว ทำให้ตนคิดมากไปต่าง ๆ นานา จนตนนอนไม่หลับหลายคืน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวตำรวจเคยมาถามว่าเห็นใครผิดปกติผ่านมาบ้างหรือไม่ ตนก็ได้ให้ปากคำกับตำรวจไปหมดแล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่กล้าบอกสื่อฯ เพราะกลัวเรื่องความปลอดภัย

นางสาวิตรี วงศ์ศรีชา แม่ของน้องชมพู่ ให้ข้อมูลว่า ตนไม่มีหมวกไหมพรมสีม่วง มีเพียงหมวกไหมพรมเขียว ให้เจ้าของคำพูดชี้แจง ตำรวจก็คงต้องสืบถ้าหากบอกตำรวจไปแล้ว ซึ่งแม่น้องชมพู่ได้นำหมวกไหมพรมให้ทีมข่าวดู เป็นหมวกไหมพรมสีเขียวสลับสีม่วงเข้ม

นายไชย์พล วิภา ลุงของชมพู่ เปิดเผยว่า หมวกไหมพรมที่บ้านตนเองก็มีแต่สีฟ้า กับสีน้ำตาล ตนไม่มีสีม่วง ส่วนตัวก็ไม่แน่ใจว่าใครมีบ้าง เพราะส่วนใหญ่ชาวบ้านก็มีกันเยอะ

ลุงพลเปิดปากแล้ว บ้านมีหมวกไหมพรมจริง หลังเจอหลักฐานคดีน้องชมพู่

ส่วนตนเองจะใส่เวลาไปกรีดยาง ซึ่งตนเองจะใส่คนเดียว ป้าแต๋นไม่ใส่ ส่วนตัวที่ใส่เพราะมันกันยุงได้ ซึ่งปกติคนก็จะใส่กันทั่วไปแทบทุกบ้าน

ลุงพลเปิดปากแล้ว บ้านมีหมวกไหมพรมจริง หลังเจอหลักฐานคดีน้องชมพู่

ขอบคุณภาพจาก อมรินทร์ทีวี